th
th

นโยบายการกำกับดูแลกิจการ

บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดีว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการดำเนินงานของบริษัทฯให้มีประสิทธิภาพ และมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่ประโยชน์สูงสุด ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตั้งแต่พนักงาน ผู้ลงทุน ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทจึงได้จัดทำนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีขึ้น โดยครอบคลุมเนื้อหาหลักการสำคัญตั้งแต่โครงสร้าง บทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการ จนถึงหลักการในการบริหารงานของผู้บริหารอย่างโปร่งใสชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารองค์กรทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานใดๆ ของบริษัทฯ จะกระทำด้วยความเป็นธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

ทั้งนี้ คณะกรรมการและคณะผู้บริหารของบริษัทฯ จะยึดมั่นในหลักการดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่น และซื่อสัตย์สุจริต โดยมีการกำหนดวิสัยทัศน์ นโยบาย และแนวปฏิบัติที่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานยึดถือ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบเพื่อให้มีการผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมในการกำกับดูแลขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน สร้างมูลค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกท่านเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของคณะกรรมการบริษัทที่ได้วางโครงสร้างองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการที่ดีภายใต้ระเบียบปฏิบัติของสำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

คณะกรรมการบริษัทได้ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยได้ตระหนักถึงบทบาท และหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ และคณะผู้บริหารในการสร้างเสริมให้เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกิจการ และให้ความเชื่อมั่นให้แก่ ผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายด้วยการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ และโปร่งใส จึงได้มีการ กำหนดนโยบายสนับสนุนการกำกับดูแลกิจการ โดยครอบคลุมหลักการสำคัญตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ใน 5 หมวด ดังนี้

  1. การประชุมผู้ถือหุ้น
    1. บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) จะสนับสนุนให้ผู้ถือหุ้นทุกกลุ่มรวมถึงผู้ถือหุ้นประเภทสถาบันเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น
    2. บริษัท จะส่งเอกสารข้อมูล วัน เวลา สถานที่ และวาระการประชุมตลอดจนคำชี้แจง และ เหตุผลประกอบในแต่ละวาระ รวมทั้งข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องตัดสินใจในที่ ประชุมไว้ในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นหรือในเอกสารแนบวาระการประชุมโดยจะดำเนินการให้ผู้ถือหุ้นทุกคนได้ทราบเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 28 วัน รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวไว้ในเว็บไซต์ http://www.zengroup.co.th ของบริษัท
    3. บริษัท จะเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นส่งคำถามเกี่ยวกับวาระการประชุมผู้ถือหุ้นถึงคณะกรรมการบริษัทล่วงหน้า โดยให้ผู้ถือหุ้นสามารถส่งคำถามได้ตั้งแต่วันที่บริษัท เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ในเว็บไซต์ของบริษัทจนถึง 7 วันก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นสามารถส่งคำถามผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท หรือ ทางโทรสาร หรือทางอีเมล์ของเลขานุการบริษัท ทั้งนี้ บริษัท จะแจ้งหลักเกณฑ์ในการส่ง คำถามล่วงหน้าผ่านระบบข่าวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) ในหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และในเว็บไซต์ http://www.zengroup.co.th ของบริษัท
    4. บริษัท จะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหุ้นในการใช้สิทธิในการเข้าร่วมประชุมและออกเสียงอย่างเต็มที่ โดยจะจัดประชุมในวันทำการ และมีสถานการประชุมที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครหรือ ปริมณฑลซึ่งมีการคมนาคมสะดวกต่อการเดินทางของผู้ถือหุ้น อีกทั้งจะจัดให้มีบุคลากร และเทคโนโลยีอย่างเพียงพอสำ หรับการตรวจสอบเอกสาร และจัดให้มีอากรแสตมป์สำ หรับ ผู้ถือหุ้นที่รับมอบฉันทะ
    5. บริษัท จะเสนอชื่อกรรมการอิสระอย่างน้อย 1 คน เป็นผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้นที่ไม่สามารถ เข้าร่วมประชุมได้ โดยจะใช้หนังสือมอบฉันทะรูปแบบที่ผู้ถือหุ้นสามารถกำหนดทิศทางการลง คะแนนเสียงได้
  2. การดำเนินการในวันประชุมผู้ถือหุ้น
    1. บริษัทจะจัดให้มีการใช้บัตรลงคะแนนเสียง และ/หรือ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการประชุมผู้ถือหุ้น การลงทะเบียนผู้ถือหุ้น การลงคะแนนเสียงในวาระสำคัญ เช่น การทำรายการเกี่ยวโยง การทำรายการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ รวมทั้งการนับคะแนนเสียงและ การแสดงผลการลงคะแนน เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเพื่อให้การดำเนินการประชุม สามารถกระทำได้รวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ
    2. บริษัทจะกำหนดให้กรรมการและผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ทุกคนเข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้นและร่วมตอบข้อซักถามต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น
    3. บริษัทจะจัดให้ผู้ถือหุ้นลงคะแนนแยกตามรายการย่อยในแต่ละวาระที่เสนอ เช่น วาระการลง มติเลือกตั้งกรรมการเป็นรายบุคคล
    4. บริษัทจะจัดให้มีบุคคลที่เป็นอิสระเป็นผู้ตรวจนับหรือตรวจสอบคะแนนเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น และจะเปิดเผยผลการลงคะแนนเสียงให้ที่ประชุมทราบ พร้อมบันทึกไว้ในรายงานการ ประชุม
    5. ประธานในที่ประชุมจะต้องจัดสรรเวลาให้อย่างเหมาะสม และส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นมีโอกาสแสดง ความคิดเห็นและตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องต่อที่ประชุมตามระเบียบวาระการประชุมนั้นๆ
  3. การจัดทำรายงานการประชุม และการเปิดเผยมติการประชุมผู้ถือหุ้น
    1. บริษัทจะจัดทำรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นให้แล้วเสร็จภายใน 14 วันนับจากวันประชุม โดยมีการบันทึกการชี้แจงขั้นตอนการลงคะแนน วิธีการแสดงผลคะแนนให้ที่ประชุมทราบ ก่อนดำเนินการประชุม การเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นตั้งประเด็นหรือซักถาม การตอบสาระสำคัญ คำถาม คำชี้แจง ข้อคิดเห็น และวิธีการนับคะแนน รวมถึงจำนวนคะแนนที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียง ทุกวาระอย่างครบถ้วน รวมถึงบันทึกรายชื่อกรรมการผู้เข้าร่วมประชุมและกรรมการที่ลาประชุมด้วย โดยจะส่งรายงานการประชุมให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามระเบียบ และเผยแพร่ไว้บนเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อให้สามารถตรวจสอบและอ้างอิงได้
    2. บริษัทจะเปิดเผยให้สาธารณชนทราบถึงผลการลงคะแนนของแต่ละวาระในการประชุมผู้ถือหุ้นในวันทำการถัดไปบนเว็บไซต์ของบริษัท
  1. การให้ข้อมูลก่อนการประชุมผู้ถือหุ้น
    1. บริษัทฯจะแจ้งกำหนดการประชุมผู้ถือหุ้นพร้อมระเบียบวาระ และความเห็นของคณะกรรมการ บริษัท ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ และเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท อย่างน้อย 28 วันก่อน วันประชุมผู้ถือหุ้น
    2. บริษัทจะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในการประชุม ขั้นตอนการออกเสียงลงมติ รวมทั้งสิทธิการออกเสียงลงคะแนนตามแต่ละประเภทของหุ้นในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น
    3. บริษัทจะทำหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  2. การคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
    1. ผู้ถือหุ้นมีสิทธิเสนอเรื่องเพื่อบรรจุเป็นวาระในการประชุมผู้ถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด ซึ่งได้เผยแพร่รายละเอียดในเว็บไซต์ของบริษัทที่ http:// www.zengroup.co.th โดยให้เสนอมายังบริษัทภายในวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี
    2. ผู้ถือหุ้นสามารถเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด ซึ่งได้เผยแพร่รายละเอียดในเว็บไซต์ของบริษัทที่ http:// www.zengroup.co.th โดยให้เสนอมายังบริษัทภายในวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี
    3. ผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้บริหารจะไม่เพิ่มวาระการประชุม หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญ โดยไม่ได้แจ้ง ให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 21 วันก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้น
  3. การป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน
    1. บริษัทจะให้ความรู้แก่กรรมการ ผู้บริหาร ของบริษัท รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหารใน สายงานบัญชีหรือการเงินที่เป็นระดับผู้จัดการฝ่ายขึ้นไปหรือเทียบเท่า (ตามคำนิยามของ คณะกรรมการกำกับตลาดทุน และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) เกี่ยวกับหน้าที่ในการรายงานการถือครองหลักทรัพย์ของบริษัท ตามมาตรา 59 และบทกำหนดโทษ ตามมาตรา 275 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (“พระราชบัญญัติ หลักทรัพย์ฯ”) รวมทั้งการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของบริษัท ตามมาตรา 246 และบทกำหนดโทษ ตามมาตรา 298 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ
    2. กำหนดให้ (ก) กรรมการ และผู้บริหาร รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหารในสายงานบัญชี หรือการเงินที่เป็นระดับผู้จัดการฝ่ายขึ้นไปหรือเทียบเท่า มีหน้าที่จัดทำและเปิดเผยรายงาน การถือครองหลักทรัพย์ของตนที่ออกโดยบริษัท รวมถึงคู่สมรสหรือผู้ที่อยู่กินด้วยกันฉัน สามีภริยา และบุตรที่ไม่บรรลุนิติภาวะ และ (ข) นิติบุคคลซึ่งบุคคลตาม (ก) ถือหุ้นรวมกันเกิน ร้อยละ 30 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของนิติบุคคลดังกล่าว และการถือหุ้นรวมกัน ดังกล่าวเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในนิติบุคคลนั้น ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ครั้งแรก ภายใน 7 วันทำการนับจากการมีหน้าที่รายงานตามกฎหมาย และภายใน 3 วันทำการทุกครั้ง ที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยมีการซื้อ ขาย โอน หรือรับโอนหลักทรัพย์ โดยส่งผ่านมายังเลขานุการบริษัท เพื่อนำส่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ทุกครั้ง และกำหนดให้เลขานุการบริษัทสรุปรายงานการถือครองหลักทรัพย์และการเปลี่ยนแปลง การถือหลักทรัพย์ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อรับทราบเป็นประจำ ทุก 6 เดือน และ ให้กรรมการและผู้บริหารระดับสูงแจ้งต่อคณะกรรมการหรือผู้ที่คณะกรรมการมอบหมาย เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของบริษัทตนเองอย่างน้อย 1 วันล่วงหน้าก่อนทำการซื้อขาย
    3. กำหนดห้ามมิให้กรรมการ และผู้บริหาร รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหารในสายงานบัญชี หรือการเงินที่เป็นระดับผู้จัดการฝ่ายขึ้นไปหรือเทียบเท่า และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับทราบ ข้อมูลภายในเกี่ยวกับงบการเงิน ฐานะการเงิน หรือผลการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงข้อมูล ภายในอื่นที่เป็นสาระสำคัญ ซื้อ ขาย เสนอซื้อ หรือเสนอขาย หรือชักชวนให้บุคคลอื่นซื้อขาย เสนอซื้อ หรือเสนอขาย ซึ่งหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่น (ถ้ามี) ของบริษัท ไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทาง อ้อม ในช่วงเวลาก่อนที่จะเผยแพร่งบการเงินหรือเผยแพร่เกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท จนกว่าบริษัท จะได้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนแล้ว โดยบริษัท จะแจ้งให้กรรมการ และผู้บริหาร งดการทำรายการข้างต้น อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วันล่วงหน้าก่อนการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และควรรอคอยอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลให้แก่สาธารณะแล้วจึงจะสามารถทำรายการข้างต้นได้
    4. กำหนดห้ามมิให้กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัท และบริษัทย่อย ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ถูกสันนิษฐานว่ารู้หรือครอบครองข้อมูลภายในตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ใช้ข้อมูลภายในของบริษัท และบริษัทย่อย ที่มีหรืออาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคา ของหลักทรัพย์ของบริษัท ซึ่งยังมิได้เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งตนได้ล่วงรู้มาในตำแหน่งหรือ ฐานะเช่นนั้น มาใช้เพื่อการซื้อ ขาย เสนอซื้อ เสนอขาย หรือชักชวนให้บุคคลอื่นซื้อ ขาย เสนอ ซื้อ หรือเสนอขาย ซึ่งหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่น (ถ้ามี) ของบริษัท ไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำเพื่อประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือนำข้อเท็จจริงเช่นนั้น ออกเปิดเผยเพื่อให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าว โดยตนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ก็ตาม
    5. กำหนดห้ามมิให้กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัท และบริษัทย่อย ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ถูกสันนิษฐานว่ารู้หรือครอบครองข้อมูลภายในตามพระราชบัญญัติ หลักทรัพย์ฯ เปิดเผยข้อมูลภายใน หรือความลับของบริษัท และบริษัทย่อย ตลอดจนข้อมูล ความลับของคู่ค้าของบริษัท และบริษัทย่อย ที่ตนได้รับทราบจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้บุคคลภายนอกรับทราบ แม้ว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดผลเสียหายแก่บริษัท บริษัทย่อย หรือคู่ค้า ก็ตาม
    6. กำหนดให้กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัท และบริษัทย่อย ซึ่งรวมถึงบุคคล ที่ถูกสันนิษฐานว่ารู้หรือครอบครองข้อมูลภายในตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ มีหน้าที่ เก็บรักษาความลับและ/หรือข้อมูลภายในของบริษัท และบริษัทย่อย และ ห้ามมิให้กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัท และบริษัทย่อย ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ถูกสันนิษฐานว่า รู้หรือครอบครองข้อมูลภายในตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ นำความลับและ/หรือข้อมูล ภายในของบริษัท และบริษัทย่อย ไปใช้ประโยชน์แก่บริษัทอื่น
    7. กำหนดให้กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัท และบริษัทย่อย ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ถูกสันนิษฐานว่ารู้หรือครอบครองข้อมูลภายในตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ มีหน้าที่ปฏิบัติตามแนวทางการใช้ข้อมูลภายในของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ และพระราช บัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด รวมถึงกฎเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้อง
  4. การมีส่วนได้เสียของกรรมการ

    จรรยาบรรณของบริษัทกำหนดให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ของบริษัท และบริษัทย่อย ดำเนินการกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยยึดถือประโยชน์ของบริษัทเป็นสำคัญ บริษัท ได้จัดวางระบบการปฏิบัติงานเพื่อดูแลการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันให้เป็นไปตามประกาศของ คณะกรรมการกำกับตลาดทุน โดยกำหนดให้กรรมการและผู้บริหารมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ ส่วนได้เสียของตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวาระใดที่กรรมการหรือผู้บริหารมีส่วนได้ส่วนเสีย และจะต้องแจ้งส่วนได้เสียก่อนการพิจารณาวาระนั้นๆ พร้อมทั้งบันทึกไว้ในรายงานการ ประชุม โดยกรรมการหรือผู้บริหารที่มีส่วนได้เสียในวาระใดจะต้องไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในวาระดังกล่าวและต้องออกจากห้องประชุมในวาระนั้นๆ

บริษัท และบริษัทย่อยให้ความสำคัญในการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยคำนึงถึงสิทธิตาม กฎหมายหรือข้อตกลง ไม่ละเมิดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย อันได้แก่ ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น หรือนักลงทุน หุ้นส่วนธุรกิจ เจ้าหนี้ สังคม ชุมชนที่บริษัท ตั้งอยู่ รวมทั้งภาครัฐ ผู้สอบบัญชี และคู่แข่ง เพื่อความมั่นคง ทางการเงินและความยั่งยืนของกิจการ ดังนั้น บริษัท และบริษัทย่อยจึงค นึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย โดยบริษัท และบริษัทย่อยจะเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญที่เกี่ยวข้องให้ผู้มีส่วนได้เสียเหล่านั้นได้รับทราบอย่างเพียงพอ รวมถึงมีกระบวนการและช่องทางในการรับและจัดการข้อร้องเรียนของผู้มีส่วนได้เสีย โดยเปิดเผยกระบวนการและช่องทางในเว็บไซต์ของบริษัท และรายงานประจำปี ทั้งนี้ ผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท มีดังต่อไปนี้

  1. ลูกค้า

    บริษัท และบริษัทย่อยจะมุ่งมั่นที่จะทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุด ด้วยการพัฒนาสินค้าและบริการ ที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดในราคาที่ยุติธรรม ตลอดจนให้ข้อมูลที่ ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินกิจการและผลิตภัณฑ์ของบริษัท และบริษัทย่อย และพยายามรักษาช่องทางการ ติดต่อกับลูกค้าโดยเปิดรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

  2. พนักงาน

    บริษัท และบริษัทย่อยจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงาน โดยให้โอกาสกับพนักงานอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ และถือพนักงานเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าขององค์กร และมีความสำคัญต่อการเติบโต และความสามารถในการทำกำ ไรของบริษัท และบริษัทย่อย รวมทั้งให้การดูแล และจัดหาสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่มีคุณภาพให้แก่พนักงาน โดยให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพและ ความปลอดภัย และปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนด้วยความเป็นธรรมให้ได้รับผลตอบแทนอย่างยุติธรรมและ เป็นธรรมเมื่อเทียบกับธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน

  3. ผู้ถือหุ้น

    บริษัท และบริษัทย่อยจะมุ่งมั่นในการดำเนินงานและจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม และใช้ความรู้ ความชำ นาญ และประสบการณ์ในการบริหารงาน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของ ผู้ถือหุ้น ด้วยผลตอบแทนที่ดีและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรายงานสถานการณ์ของบริษัท และบริษัทย่อยอย่างต่อเนื่อง ครบถ้วน โปร่งใส เชื่อถือได้ และให้โอกาสผู้ถือหุ้นทุกรายได้ใช้สิทธิอย่างเท่าเทียมกัน

  4. หุ้นส่วนธุรกิจและเจ้าหนี้

    บริษัท และบริษัทย่อยถือว่าการทำให้หุ้นส่วนธุรกิจและเจ้าหนี้ของบริษัท เข้าใจถึงกิจการของบริษัท อย่างถ่องแท้เป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ เพื่อคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ยั่งยืน และอยู่บนพื้นฐานของ ความไว้ใจซึ่งกันและกัน บริษัท และบริษัทย่อยจะปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดของสัญญาอย่างเคร่งครัด ตลอดจนให้ข้อมูลทางการเงินที่ครบถ้วนและถูกต้องแก่หุ้นส่วนธุรกิจและเจ้าหนี้ของบริษัท รวมทั้ง มีนโยบายไม่เรียก ไม่รับ หรือจ่ายผลประโยชน์ใดๆ ที่ไม่สุจริตกับหุ้นส่วนธุรกิจและเจ้าหนี้ของบริษัท

  5. สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

    บริษัท และบริษัทย่อยจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพ ชีวิตของผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานทั้งหมดของบริษัท รวมทั้งจัดให้มีการควบคุมการปฏิบัติ ตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ อย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และกฎระเบียบ ของหน่วยงานที่ดูแล นอกจากนี้ บริษัท พยายามปลูกจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และ สิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นในหมู่พนักงานทุกระดับรวมทั้งมีการประเมินและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

  6. คู่แข่ง

    บริษัท และบริษัทย่อยจะปฏิบัติต่อคู่แข่งตามกรอบของการแข่งขันอย่างยุติธรรมและมีจริยธรรม และประกอบธุรกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาและความก้าวหน้าของตลาด ซึ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมใน ภาพรวม โดยไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็นความลับของคู่แข่งที่ไม่สุจริต หรือไม่เหมาะสม

  7. คู่ค้า

    บริษัท และบริษัทย่อยจะปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการค้าและข้อตกลงตามสัญญา โดยมุ่งที่จะปฏิบัติ ต่อคู่ค้าโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน และมีการกำหนดหลักเกณฑ์ ในการคัดเลือกคู่ค้า โดยมีการจัดให้ข้อมูลรายละเอียดแก่คู่ค้าทุกราย ไม่กีดกันคู่ค้ารายหนึ่งรายใดเข้าร่วมแข่งขันทางธุรกิจ และจัดให้มีระบบการจัดการและติดตามเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน มีกระบวนการจ่ายเงินให้คู่ค้าตรงเวลา ตามเงื่อนไขการชำระเงินที่ตกลงกัน

    นอกจากนี้ บริษัทและบริษัทย่อยจะจัดให้มีการประเมินคู่ค้าเป็นประจำทุกปี พร้อมทั้งแจ้งผลการประเมินและข้อเสนอแนะ เพื่อให้คู่ค้าได้ปรับปรุงคุณภาพสินค้าและงานบริการอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้คู่ค้าสามารถแจ้งข้อร้องเรียนได้

คณะกรรมการบริษัท มุ่งมั่นที่จะดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และบริษัทย่อย ทั้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลทางการเงินอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา โปร่งใส ผ่านช่องทาง ที่เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย มีความเท่าเทียมกันและน่าเชื่อถือ ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสอย่างเคร่งครัด โดยกำหนดหลักการสำคัญในการเปิดเผยข้อมูล ดังนี้

  1. ข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยจะต้องมีความถูกต้อง เพียงพอ ชัดเจน ทันเวลา และไม่ให้เกิดความสำคัญ ผิดในสาระสำคัญของข้อมูล
  2. ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องและครบถ้วน
  3. บริษัท จะกำหนดให้บุคคลที่ได้รับมอบหมายมีสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ยังไม่ได้เปิดเผยสู่สาธารณะเท่านั้น
  4. ข้อมูลที่จะมีผลต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่งสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน บริษัท จะดำเนินการเปิดเผยต่อสาธารณะโดยไม่ชักช้า ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ
  5. การเปิดเผยข้อมูลจะทำผ่านหลายช่องทาง เช่น การรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ และ/หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือบนเว็บไซต์ของบริษัท เป็นต้น
  1. โครงสร้างคณะกรรมการบริษัท
    1. บริษัท กำหนดให้มีคณะกรรมการบริษัท ประกอบด้วย กรรมการตามจำนวนที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้น กำหนดโดยต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 12 คน และต้องประกอบด้วยกรรมการอิสระ อย่างน้อย 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมดแต่ไม่น้อยกว่า 3 คน จำนวนที่เหลือเป็นกรรมการ บริหาร และกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร และกำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการให้ประกอบด้วย คุณสมบัติหลากหลาย ทั้งในด้านทักษะ ประสบการณ์ เพศ และ ความสามารถเฉพาะด้านที่เป็น ประโยชน์ต่อบริษัท โดยจะทำการเผยแพร่นโยบายในการกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการ ที่มีความหลากหลาย รวมถึงจำนวนปีการดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทของกรรมการแต่ละ ท่านในรายงานประจำปีและบนเว็บไซต์ของบริษัท
    2. กรรมการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด และไม่มีลักษณะที่แสดงถึงการขาดความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการ กิจการที่มีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้นตามกฏหมาย และประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ และในการสรรหากรรมการใหม่จะพิจารณาจากฐานข้อมูลกรรมการ (Director Pool) ด้วย
    3. เพื่อเสริมสร้างคณะกรรมการบริษัท ให้มีความเข้มแข็งและกรรมการสามารถทุ่มเทเวลาในการ ปฏิบัติหน้าที่ในบริษัทได้อย่างเพียงพอ บริษัท กำหนดให้กรรมการสามารถดำรงตำแหน่ง กรรมการในบริษัทจดทะเบียนได้ไม่เกิน 5 บริษัท
    4. เพื่อให้การบริหารงานในธุรกิจของบริษัท บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท มีแนวปฏิบัติในกรณีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูงของบริษัท จะเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการใน บริษัทอื่นที่ไม่ใช่บริษัทที่บริษัท ไปลงทุนได้ไม่เกิน 5 บริษัท และบริษัทที่ไปดำรงตำแหน่งกรรมการ นั้นต้องไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์และไม่ได้เป็นคู่แข่งของบริษัท ทั้งนี้ การไปดำรงตำแหน่ง กรรมการในบริษัทอื่นจะมีการเสนอเพื่อให้คณะกรรมการบริษัท พิจารณาอนุมัติ รวมถึงต้องไม่ ไปทำงานในบริษัทอื่นใดที่ไม่ใช่บริษัทที่บริษัท ไปลงทุน
    5. บริษัท กำหนดคุณสมบัติของกรรมการอิสระโดยเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ยกเว้นในเรื่องการถือหุ้นซึ่งบริษัท กำหนดเพิ่มเติมให้เข้มงวดกว่า โดยจะต้องถือหุ้นไม่เกิน ร้อยละ 0.5 ของทุนจดทะเบียนที่ช ระแล้วของบริษัท ทั้งนี้ ให้นับหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย และวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการอิสระไม่เกิน 9 ปี โดยผู้ถือหุ้นสามารถอนุมัติให้ดำรงตำแหน่งเกิน 9 ปีได้หากจำ เป็น
    6. บริษัท กำหนดให้ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นคนละบุคคลกัน เพื่อให้สามารถ เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายบริหารได้อย่างอิสระ โดยแบ่งแยกหน้าที่และความ รับผิดชอบออกจากกัน ดังนี
      1. ประธานกรรมการมีหน้าที่กำกับดูแลการประชุมคณะกรรมการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยดูแลให้มีวาระการประชุมที่สำคัญและจำ เป็นด้านการดำเนินธุรกิจของ บริษัท โดยเฉพาะเรื่องแผนกลยุทธ์ จัดสรรเวลาให้ฝ่ายบริหารมีการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน มีการบันทึกรายงานการประชุมอย่างถูกต้อง รวมทั้งดูแลให้การกำกับดูแลกิจการของ บริษัท เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้ นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมผู้ถือหุ้นด้วย
      2. ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมีหน้าที่ควบคุมดูแลบริหารตามที่คณะกรรมการมอบหมาย รวมถึงการจัดทำนโยบาย แนวทางยุทธศาสตร์การทำธุรกิจ เป้าหมาย แผนงาน และ งบประมาณประจำปีของบริษัท และบริษัทย่อย เสนอคณะกรรมการบริษัท อนุมัติ รวมทั้งดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายแนวทางยุทธศาสตร์การทำธุรกิจ เป้าหมาย แผนงานและ งบประมาณประจำปีของบริษัท และบริษัทย่อยตามที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติ
    7. บริษัท จัดให้มีเลขานุการบริษัทเพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านกฎหมายกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่คณะกรรมการบริษัท ควรทราบและปฏิบัติหน้าที่ดูแลกิจกรรมของกรรมการ รวมทั้งประสาน งานให้มีการปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการบริษัท ทั้งนี้ เลขานุการบริษัทต้องมีวุฒิการศึกษาจบปริญญาตรีทางกฎหมายหรือบัญชี หรือได้ผ่านการอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติหน้าที่ของเลขานุการบริษัท โดยบริษัท จัดให้มีการกำหนดคุณสมบัติของเลขานุการ บริษัท ที่เหมาะสมและเปิดเผยคุณสมบัติและประสบการณ์ของเลขานุการบริษัทในรายงานประจำปีและบนเว็บไซต์ของบริษัท และให้เลขานุการบริษัทได้ฝึกอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง